Benxi
บทบาทของพื้นที่สงวนชีวมณฑล

บทบาทของพื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา - คอกม้า (Mae Sa - Kog Ma Biosphere Reserve)

บทบาท ต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

ดอยสุเทพซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา - คอกม้า เป็นสถานที่สำคัญที่นักพฤกษศาสตร์ใช้เก็บตัวอย่างพรรณไม้และอาศัยตัวอย่างพรรณไม้นั้นเป็นตัวอย่างต้นแบบ (type specimens) ในการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชเป็นจำนวนมากถึง 512 ชนิด (species) ในจำนวนนี้ ประมาณ 135 ชนิด หรือประมาณ หนึ่งในสี่ของพรรณไม้ที่ได้ตั้งชื่อใหม่ ปัจจุบันได้กลายเป็นชื่อพ้องของพืชชนิดอื่น และในที่นี้มีพืชที่ค้นพบครั้งแรกของโลกและตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ลงท้ายด้วยคำว่าสุเทพ ประมาณ 35-40 ชนิด ถือเป็นสถานที่ที่มีการเก็บตัวอย่างพรรณไม้ที่ใช้เป็นตัวอย่างต้นแบบในการตั้งชื่อวิทยาศาสตร์มากที่สุดในประเทศไทย

พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา - คอกม้า มีจำนวนพืชที่มีท่อลำเลียงไม่น้อยกว่า 679 ขนิด ประกอบด้วยพืชใบเลี้ยงคู่ 526 ชนิด พืชใบเลี้ยงเดี่ยว 113 ชนิด เฟิร์น 34 ชนิด และพืชเมล็ดเปลือย 6 ชนิด และเป็นแหล่งของเห็ดรามากมายทั้งที่พบได้ทั่วไปและที่เป็นชนิดใหม่ของโลก เป็นพื้นที่สำคัญเพื่อการอนุรักษ์พืชของประเทศไทย จัดเป็นพื้นที่ประเภท A1 ปรากฎชนิดพันธ์พืชที่ถูกคุกคามระดับโลกตามทะเบียนรายการพืชถูกคุกคามของ IUCN, ประเภท A3 ปรากฎชนิดพันธ์พืชเฉพาะถิ่นที่ไม่ถูกประเมินในระดับโลก หรือระดับภูมิภาค แต่เป็นระดับประเทศ และประเภท C พื้นที่ถิ่นที่อยู่ถูกคุกคามหรือสังคมพืชที่ถูกคุกคาม พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา - คอกม้า เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าไม่น้อยกว่า 439 ชนิด แบ่งเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 31 ชนิด นก 360 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 31 ชนิด และสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก 18 ชนิด และในที่นี้มีสัตว์ที่ค้นพบครั้งแรกของโลกและตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ลงท้ายด้วยคำว่าสุเทพ ไม่น้อยกว่า 3 ชนิด

บทบาทต่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม
พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา - คอกม้า เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น วัดพระธาตุดอยสุเทพ น้ำตกแม่สา น้ำตกมณฑาธาร สวนพฤกษศาสตร์สิริกิติ์ ม่อนแจ่ม พระตำหนักภูพิงค์ บ้านม้งดอยปุย บ้านม้งขุนช่างเคี่ยน ฯลฯ

มีสถานบริการและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ  เช่น โรงแรม รีสอร์ท ปางช้าง  ตั้งอยู่ในพื้นที่ ทำให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆของประเทศที่นักท่องเที่ยวนึกถึง

บทบาทต่อการศึกษาวิจัย

ลุ่มน้ำห้วยคอกม้าเป็นพื้นที่ศึกษาวิจัยด้านลุ่มน้ำและอุทกวิทยาที่สำคัญของประเทศไทย มีแปลงถาวรเพื่อศึกษาผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งต่อพืชและสัตว์

นอกจากนี้พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา - คอกม้า ยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยทั้งทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคมจากหลากหลายสถาบันการศึกษาและหน่วยงาน

บทบาท ต่อการให้บริการทางระบบนิเวศ
พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา - คอกม้า ถือเป็นปอดของเมืองเชียงใหม่ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าที่อยู่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่ที่สุด เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของชุมชนในพื้นที่ เช่น ลุ่มน้ำแม่สาซึ่งให้น้ำไม่น้อยกว่า 36.58 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาเลี้ยงชุมชนในอำเภอแม่ริมและบางส่วนของอำเภอเมืองเชียงใหม่ และเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรที่สำคัญในพื้นที่

นอกจากนี้พื้นที่ลุ่มน้ำแม่สายังเป็นแหล่งเก็บหาของป่าเพื่อใช้อุปโภคบริโภคของชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่ มีมูลค่าสุทธิจากการใช้ประโยชน์ทรัพยากรป่าไม้ทั้งหมดเท่ากับ 2,215,822.80 บาทต่อปี ของป่าที่เก็บในพื้นที่ได้แก่ ไม้ไผ่ หน่อไม้ เห็ด พืชผักป่า ผลไม้ป่า สัตว์ป่า แมลงกินได้ สมุนไพร ไม้ฟืน กล้วยไม้ป่า และน้ำผึ้ง

ลุ่มน้ำแม่สาเป็นพื้นที่ผลิตพืชเกษตรที่สำคัญ มีมูลค่าการผลิตสูงถึง 442,927,000 บาทต่อปี พืชเกษตรที่สำคัญได้แก่ พริกหวาน กะหล่ำปลีและกุหลาบ ก่อให้เกิดมาหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่ลุ่มน้ำและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่เป็นอย่าง

บทบาทต่อการเป็นพื้นที่ทดลองนำรูปแบบการจัดการทรัพยากรแบบใหม่มาใช้

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมกับ โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพื้นที่ป่าเอเชีย (Lowering Emission in Asia's Forests: LEAF) ได้ทดลองนำระบบการจ่ายค่าตอบแทนบริการทางระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services : PES) มาใช้ในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สา ที่ปงไคร้ หมู่ที่ 5 ตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีบริษัท ทิปโก้ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตน้ำแร่ออร่า (AURA) ซึ่งเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์จากระบบนิเวศ เข้าดำเนินกิจกรรม PES ในพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยมอบเงินสนับสนุนให้ชาวบ้านปงไคร้ปลูกป่าต้นน้ำ ในปี 2558 จำนวน 10 ไร่ และปี 2559 จำนวน 10 ไร่ และมีการติดตามการเจริญเติบโตของต้นไม้ในพื้นที่ปลูกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกัน

สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 1 กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้คัดเลือกพื้นที่ลุ่มน้ำแม่สาเป็นหนึ่งในสี่ของพื้นที่ลุ่มน้ำนำร่องของประเทศไทย เพื่อใช้ PES เป็นแรงจูงใจในการจัดการทรัพยากรป่าไม้และลุ่มน้ำให้มีความยั่งยืน โดยสำนักงานประปาส่วนภูมิภาค สาขาแม่ริมและเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นผู้ให้งบประมาณสนับสนุนชุมชนบ้านแม่ในพัฒนา หมู่ที่ 12 ตำบลแม่แรม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สร้างฝายชะลอน้ำตามแนวพระราชดำริและร่วมกันปลูกต้นไม้ ภายใต้โครงการความรับผิดชอบต่อสังคมของ กปภ. ตามหลักเกณฑ์ CSR ของ กปภ. และสนับสนุนงบประมาณในการติดตามประเมินผลการทำฝาย การรอดตายและการเจริญเติบโตของต้นไม้ที่ปลูก

บทบาทต่อการถ่ายทอดวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ชุมชน
สวนพฤกษศาสตร์สิริกิติ์ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่สงวนชีวมณฑล ได้สำรวจข้อมูลกล้วยไม้ท้องถิ่นในพื้นที่ พบว่า กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยซึ่งในอดีตพบได้ทั่วไปในพื้นที่ป่าต้นน้ำบ้านปงไคร้ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ แต่เนื่องจากมีการลักลอบเก็บหากล้วยไม้จากป่าออกไปขาย จนทำให้ปริมาณการพบต้นแม่ตามธรรมชาติในพื้นที่ 100x100 เมตรน้อยกว่า 25 ต้น จึงเห็นว่า ควรส่งเสริมให้มีชุมชนบ้านปงไคร้ซึ่งชอบเลี้ยงกล้วยไม้ฟ้ามุ่ยประดับทั่วไปตามหมู่บ้านได้เข้ามามีส่วนช่วยในการอนุรักษ์ และสามารถนำกลับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรในธรรมชาติให้มากขึ้น และควรส่งเสริมให้วิถีชีวิตการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ฟ้ามุ่ยกลายเป็นสัญลักษณ์ของหมู่บ้านที่จะดึงดูดด้านการท่องเที่ยวได้ในอนาคตภายใต้แนวคิดหมู่บ้านฟ้ามุ่ย

ในปี พ.ศ. 2552 สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ร่วมกับอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยามหาวิทยาลัยรามคำแหงได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมเทคนิคการเพาะเมล็ดกล้วยไม้ในสภาพปลอดเชื้อ โดยชาวบ้านได้ทดลองปฏิบัติจริงทั้งการเตรียมอาหารเพาะเลี้ยง การเพาะเมล็ดและการย้ายต้นกล้ากล้วยไม้ในตู้เพาะเลี้ยงในสภาพปลอดเชื้อ ซึ่งสร้างความประทับใจให้กับกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาอบรมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เกิดการรวมกลุ่มแล้วขอความอนุเคราะห์ให้สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ช่วยถ่ายทอดเทคนิคในการเพาะเลี้ยงให้แก่ชาวบ้าน จนสามารถย้ายเนื้อเยื่อกล้วยไม้ในสภาพปลอดเชื้อได้ดี ห้องปฎิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อครั้งแรกเริ่มจากห้องเก็บของ จน อบต. โป่งแยงเห็นว่ากลุ่มมีความเข้มแข็งจึงให้งบประมาณในการสร้างอาคารเล็กๆ เป็นห้องปฏิบัติการ ปัจจุบันกลุ่มอนุรักษ์กล้วยไม้ฟ้ามุ่ยในหมู่บ้านได้จดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนขนาดเล็ก และได้ทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยตนเองทุกขั้นตอนและเพาะเลี้ยงต่อในโรงเรือนจนสามารถนำส่วนหนึ่งมาขาย และบางส่วนกลับไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติอย่างสม่ำเสมอ และสามารถขยายขีดความสามารถไปเพาะเลี้ยงกล้วยไม้อย่างอื่น เช่น นกคุ้มไฟ ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของพื้นที่ และสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อฟ้ามุ่ยให้กับผู้สนใจอื่นๆทั้งในและต่างประเทศ เช่น การถ่ายทอดความรู้ให้กับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ และการฝึกอบรมการเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ให้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากประเทศภูฎาน เป็นต้น