Benxi
พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา-คอกม้า

พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา - คอกม้า (Mae Sa - Kog Ma Biosphere Reserve)

พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา – คอกม้า ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย บางส่วนของอุทยานแห่งชาติออบขาน และอุทยานแห่งชาติขุนขาน ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของอำเภอเมือง อำเภอแม่ริม อำเภอหางดง และอำเภอสะเมิง มีลุ่มน้ำที่สำคัญคือ คือลุ่มน้ำแม่สา ลุ่มน้ำห้วยคอกม้า และลุ่มน้ำสะเมิง มีบทบาทสำคัญในการศึกษาและวิจัยทางด้านลุ่มน้ำและอุทกวิทยา และเป็นต้นแบบของการจัดการลุ่มน้ำของประเทศไทย โดยการนำระบบการจัดการลุ่มน้ำแบบผสมผสานมาใช้เป็นพื้นที่นำร่องที่แรกของประเทศไทย ภายใต้โครงการ Mae Sa Integrated Watershed Management โดยงบประมาณของ FAO และ UNDP ในปี 2516  

         มีเนื้อที่รวม 358,537.50 ไร่ (57,366 แฮกแตร์) แบ่งเป็นพื้นที่เขตแกนกลาง (Core areas) จำนวน 74,731.25 ไร่ (11,957 แฮกแตร์: 21 %) พื้นที่เขตกันชน (Buffer zones) 185,487.50 ไร่ (29,678 แฮกแตร์: 52 %) และพื้นที่เขตรอบนอก (Transition areas) 98,318.75 ไร่ (15,731 แฮกแตร์: 27 %) 

          พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา – คอกม้า มีชุมชนอาศัยอยู่ทั้งหมด 61 หมู่บ้าน มีประชากรรวม 39,941 คน เป็นชาย 17,137 คน หญิง 22,804 คน ประชากรประกอบด้วยคนไทยพื้นเมืองเหนือและชาวเขาเผ่าม้ง กะเหรี่ยง และลีซอ ถือเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งชนิดพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ตลอดจนมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม และเป็นพื้นที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่

มีเนื้อที่รวม 358,537.50 ไร่ (57,366 แฮกแตร์)
แบ่งเป็นพื้นที่เขตแกนกลาง (Core areas) จำนวน 74,731.25 ไร่ (11,957 แฮกแตร์: 21 %)
พื้นที่เขตกันชน (Buffer zones) จำนวน 185,487.50 ไร่ (29,678 แฮกแตร์: 52 %)
และพื้นที่เขตรอบนอก (Transition areas) จำนวน 98,318.75 ไร่ (15,731 แฮกแตร์: 27 %)

40 ปีที่ผ่านมา พื้นที่สงวนชีวมณฑลแม่สา – คอกม้า ไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ให้สังคมได้รับรู้ถึงความเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑลมากนัก ทั้งที่ยังคงมีผลงานด้านการอนุรักษ์ การพัฒนา การสนับสนุนการวิจัยและการศึกษาอย่างโดเด่นและต่อเนื่อง ทั้งนี้เนื่องจากหน่วยงานหลักในพื้นที่ได้เน้นความสำคัญในการเป็นอุทยานแห่งชาติมากกว่าความเป็นพื้นที่สงวนชีวมณฑล การจัดตั้งสำนักงานพื้นที่สงวนชีวมณฑลจึงเป็นอีกก้าวหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ความสำคัญของพื้นที่ในระดับสากลให้กับสาธารณชนได้รับรู้ เพื่สร้างความตระหนักถึงความสำคัญที่จะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ได้ใช้องค์ความรู้เพื่อใช้ในการจัดการพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน